วัยใสใส หัวใจมีวัฒนธรรม

สาระน่ารู้จากสายด่วน 1765

  • 2019-05-16 09:55:08

“จงรักนวลสงวนนามห้ามใจไว้ อย่าหลงใหลจำคำที่ร่ำสอน

คิดถึงหน้าบิดาและมารดร อย่ารีบร้อนเร็วนักมักไม่ดี

เมื่อสุกงอมหอมหวานจึงควรหล่น อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่

อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี เมื่อบุญมีคงจะมาอย่างปรารมภ์

...บทประพันธ์ของสุนทรภู่ บางตอนจากสุภาษิตสอนหญิง…

จากบทประพันธ์ของสุนทรภู่ (กวีเอกของโลก) จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมไทยแต่โบราณมีการสั่งสอนและปลูกฝังให้ผู้หญิงมีค่านิยมของการรักนวลสงวนตัว มีความเป็นกุลสตรีมีกิริยามารยาทเรียบร้อยและรู้จักสำรวม ซึ่งถือว่าเป็นค่านิยมและบรรทัดฐานทางสังคมที่ผู้หญิงไทยพึงปฏิบัติ แต่ปัจจุบันค่านิยมที่ดีดังกล่าวกำลัง จางหายไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน เห็นได้จากข้อมูลการเฝ้าระวังการแท้งประเทศไทย พ.ศ. 2557 เรื่องการแท้งและสภาวะแทรกซ้อน พบว่า ร้อยละ 30 ของผู้ทำแท้งมีอายุน้อยกว่า 20 ปี และร้อยละ 36.1 มีสถานภาพเป็นนักเรียน นักศึกษา และจากข้อมูลทางสถิติทางการศึกษา ปี พ.ศ. 2557 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพบว่า มีนักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนสาเหตุมาจากการแต่งงาน เป็นเพศหญิง จำนวน 946 คน และเป็นเพศชาย 125 คน ซึ่งจากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า เด็กและเยาวชน ในปัจจุบันโดยเฉพาะเพศหญิงยังขาดการปลูกฝังเรื่องค่านิยมทางเพศที่ดี ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดการรู้จักหน้าที่ของตนเอง รวมถึงขาดความรู้ในเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ซึ่งสาเหตุดังกล่าวอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรม ทำให้บรรทัดฐานของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้วิถีชีวิตของวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ดังนั้น เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวลดลงหรือให้หมดไปจากสังคมไทย เราทุกคนต้องร่วมกัน สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีทางสังคมในด้านเพศให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อที่พวกเขาจะนำไปเป็นเกราะป้องกันภัยต่างๆ และรู้เท่าทันภัยทางสังคมได้ ดังนี้

  1. สร้างค่านิยมรักนวลสงวนตัวและการวางตัวที่ดี การมีความรักในวัยเรียนไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพียงแต่เราควรมีขอบเขตของกันและกัน เพราะการที่ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวไม่ใช่เป็นการตัดสัมพันธ์ในการคบค้าสมาคมกับผู้ชาย แต่เป็นการวางตัวหรือสร้างสัมพันธภาพที่เหมาะสมต่อกัน เช่น ผู้หญิงไม่ควรเปิดโอกาสหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ชายมากเกินขอบเขต ไม่ใช้คำพูดที่ส่อไปในเชิงชู้สาวหรือยั่วยุทางเพศ และไม่ปล่อยให้มีการจับมือถือแขนหรือโอบกอดกันทั้งในที่รโหฐานหรือต่อหน้าสาธารณะชน ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรแล้ว ยังจะเป็นการสร้างเกียรติและสร้างคุณค่าให้กับตัวเองอีกด้วย
  2. สร้างค่านิยมการให้เกียรติซึ่งกันและกัน การให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ทั้งผู้หญิง และผู้ชายควรเรียนรู้และนำไปปฏิบัติให้เคยชินจนเป็นนิสัย เพราะสิ่งนี้เป็นมารยาททางสังคมขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนพึงมี เช่น การใช้คำที่สุภาพ ไม่พูดจาก้าวร้าว หรือดูหมิ่นศักดิ์ศรีของผู้อื่น แสดงความมีน้ำใจและ ไม่ฉวยโอกาส เป็นต้น
  3. สร้างสติ (มีความยับยั้งชั่งใจ) สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราเกิดปัญหา คือ “การขาดสติ” ไม่ว่า จะขาดสติด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการเข้าไปอยู่ในบรรยากาศที่ชักชวนให้เคลิบเคลิ้มก็ตาม แต่ถ้าเรามีสติ มีความยับยั้งชั่งใจ เราก็จะสามารถดึงตัวเองให้ออกจากพฤติกรรมหรือสถานที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้
  4. สร้างความรักความเข้าใจในครอบครัว ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปจะพบว่า “ครอบครัวเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นหรือไม่” โดยเฉพาะปัญหา การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับบุตรหลานในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ควรสังเกตพฤติกรรม พร้อมทั้งให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพราะส่วนใหญ่แล้วถ้าครอบครัวมีความรักความอบอุ่น ความเข้าใจปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่า การมีความรักในวัยรุ่นวัยเรียนไม่ใช่สิ่งที่ผิดแปลกอะไร แต่เราไม่ควรทำให้ความรักนั้น มาทำลายชีวิตหรืออนาคตของเรา “ดังนั้นเราควรจะมีสติ รู้จักรักนวลสงวนตัว และรู้จักให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเกราะป้องกันเราจากความผิดพลาดต่างๆ หรือเรียกได้ว่าเป็นวิธีป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่าการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาย่อมดีและง่ายกว่า การตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น” และอย่าลืมว่าท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเราต้องรับผลจากการกระทำของเราเอง ด้วยความปรารถนาดี จากสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

นางสาวณธษา ราชบัณฑิต
นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ

กลับขึ้นด้านบน